ยาลดความอ้วน
 |
การมีน้ำหนักตัวมากเกินไปจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่อ้วนมากๆ การรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคนที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไป คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภคอาหาร |
แต่ในกรณีที่ ความอ้วนนั้นยังรุนแรงมากอยู่ และแพทย์ได้พิจารณาแล้วว่า ผลเสียของความอ้วนนั้นรุนแรงกว่าผลเสียจากยาลดความอ้วน แพทย์จึงจะพิจารณาจ่ายยาลดความอ้วนให้ผู้ป่วยไป
แต่ในปัจจุบัน มีการลักลอบใช้ยาลดน้ำหนักอย่างไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ หรือ ใช้อย่างผิดกฎหมายอย่างมากมาย ซึ่งเป็นผลจากการขาดความรู้ความเข้าใจพื้นฐานของยาลดความอ้วนที่ถูกต้อง ทั้งของผู้ค้าและผู้บริโภค
จุดประสงค์ของบทความนี้ไม่ใช่เพื่อส่งเสริมการใช้ยาลดความอ้วน แต่เพื่อให้ความรู้ทางวิชาการเบื้องต้น ให้ใช้ยาอย่างถูกต้องและปลอดภัย ส่วนอาหารเสริมจะขอไม่กล่าวถึง เพราะยังไม่มีหลักฐานที่ดีพอ ที่สนับสนุนประสิทธิภาพของอาหารเสริม และตามกฎหมาย อาหารเสริมไม่สามารถระบุที่ฉลากว่าใช้รักษาโรคได้
ยาลดความอ้วนที่ได้รับรองความปลอดภัยจาก FDA ของสหรัฐอเมริกา แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ
- ยาที่ทำให้รู้สึกเบื่ออาหาร ได้แก่ Phentermine, Sibutramine และ Diethylpropion (ส่วนยา Fenfluramine และ Dexfenfluramineได้ถูกห้ามการจำหน่ายไป ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 เนื่องจากมีผลข้างเคียงรุนแรง อาจทำให้ลิ้นหัวใจผิดปกติ )
- ยาที่ขัดขวางการดูดซึมไขมันในลำไส้ ในปัจจุบันยังมีเพียงชนิดเดียวคือ Oristat
Phentermine
กลไกการออกฤทธิ์ : ทำให้รู้สึกเบื่ออาหาร
ขนาดยาในผู้ใหญ่ : 8 มิลลิกรัม ก่อนอาหาร 1-3 มื้อ
* ห้ามใช้ติดต่อกันเกิน 12 สัปดาห์ *
อาการข้างเคียงจากยา : นอนไม่หลับ ท้องผูก ใจสั่น ความดันโลหิตสูง
Sibutramine
กลไกการออกฤทธิ์ : ทำให้รู้สึกเบื่ออาหาร
ขนาดยาในผู้ใหญ่ : 5-10 มิลลิกรัม ก่อนอาหารมื้อเช้า
ใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานได้
อาการข้างเคียงจากยา : นอนไม่หลับ ท้องผูก ใจสั่น ความดันโลหิตสูง
Diethylpropion
ยังไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย
Oristat
กลไกการออกฤทธิ์ : ขัดขวางการดูดซึมไขมันในลำไส้
ขนาดยาในผู้ใหญ่ : 120 มิลลิกรัม ก่อนอาหาร 1-3มื้อ
ใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานได้
อาการข้างเคียงจากยา : อุจจาระเป็นไขมัน และกลั้นอุจจาระลำบาก
วิธีรักษาโรคอื่นๆ ที่ถูกนำมาใช้ในการลดน้ำหนักอย่างผิดๆ
แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
- วิธีที่กระตุ้นการขับน้ำออกจากร่างกาย ได้แก่
ยาขับปัสสาวะ ยาระบาย และการอบด้วยความร้อน
- ยาที่กระตุ้นให้หัวใจ และ กล้ามเนื้อทำงานมากผิดปกติ ได้แก่
ยาสกัดโฮร์โมนทัยรอยด์
ยาขับปัสสาวะ
กลไกการออกฤทธิ์ : ขัดขวางการดูดซึมน้ำและเกลือแร่ในท่อไต
ปกติจะใช้รักษาผู้ป่วยที่มีอาการบวมจากการคั่งของน้ำและเกลือ
ที่อาจส่งผลเสียต่อการทำงานของหัวใจ
ผลข้างเคียงของยา : ปัสสาวะบ่อย เพลีย หน้ามืดเป็นลม
ยาระบาย
กลไกการออกฤทธิ์ : กระตุ้นการขับน้ำและเกลือแร่ ทางอุจจาระ
ปกติจะใช้รักษาผู้ที่มีอาการท้องผูก
ผลข้างเคียงของยา : อุจจาระบ่อยบ่อย ปวดท้อง เพลีย หน้ามืดเป็นลม
การอบด้วยความร้อน
กลไกการออกฤทธิ์ : กระตุ้นการขับน้ำและเกลือแร่ ทางเหงื่อ
ปกติจะใช้รักษาผู้ที่มีอาการปวด ตึงกล้ามเนื้อ
ผลข้างเคียงของวิธ๊นี้ : ถ้าเสียเหงื่อมากเกินไปจะทำให้เพลีย หน้ามืดเป็นลม
ยาสกัดโฮร์โมนทัยรอยด์
กลไกการออกฤทธิ์ : กระตุ้นให้หัวใจ และ กล้ามเนื้อทำงานมากกว่าปกติ
ปกติจะใช้รักษาผู้ป่วยที่มีภาวะโฮร์โมนทัยรอยด์ต่ำกว่าปกติ
ผลข้างเคียงของยา : โมโหง่าย อุจจาระบ่อย ใจสั่น เหนื่อยง่าย กล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรงลุกเปลี่ยนท่าลำบาก
คำเตือนเรื่องยาลดน้ำหนัก
- ยาลดน้ำหนักเป็นยารักษาโรค จำเป็นต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์
- ยาลดน้ำหนักไม่มีข้อบ่งใช้ในเด็กและวัยรุ่น
เอกสารอ้างอิง
- Yanovski SZ, Yanovski JA. Obesity. N Engl J Med 2002;346:591-602.
- Flier JS: Obesity. In Braunwald E, et al (ed): Harrison’s principles of internal medicine-15th edition. McGraw-Hill.
- Arterburn D, et al. Effects of drug treatment for obesity in adults. Clin Evid. 2001;412-9
ยาลดความอ้วนทุกชนิด ไม่มีข้อบ่งใช้ในเด็กและวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่ต้องการพลังงานในการเติบโต
กลับสู่หน้าหลัก มีเชฟ(mee shape)อาหารเสริมลดน้ำหนัก,ลดความอ้วน |